การโค้ชแล

การมีทัศนคติเชิงบวกช่วยอะไรบ้าง

การมองโลกในแง่ดีเป็นทางเลือก ทำให้ชีวิตของเรามีความสุข สุขภาพดีมากขึ้น ลองทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าใครๆ ก็มองโลกในแง่ดีได้

อัพเดทล่าสุด: December 1, 2020
การมีทัศนคติเชิงบวกช่วยอะไรบ้าง

คนมองโลกในแง่ดีนั้นคาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด พวกเขาจัดการกับทุกสิ่งด้วยทัศนคติที่ว่า "ฉันทำได้" และ "ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี" การคิดเช่นนี้ฟังดูดีทีเดียว แต่ภาพอนาคตนั้นจะเป็นอย่างที่หวังไหม คนมองโลกในแง่ดีจะมีชีวิตที่ดีกว่าจริงไหม ผลวิจัยบอกเราว่าใช่เลย

การทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cardiology เผยว่า ในกลุ่มคนเกือบ 230,000 คน คนที่มีระดับการมองโลกในแง่ดีสูงกว่าจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงน้อยกว่า และงานวิจัยล่าสุดในกลุ่มตัวอย่างราว 13,000 คนของ Harvard ก็พบว่าคนที่ได้รับการรายงานว่าเป็นคนที่มีความหวังนั้นมีสุขภาพกายที่ดีกว่าและมีพฤติกรรมรักสุขภาพมากกว่าด้วย ทั้งยังมีการสนับสนุนทางสังคมที่มากกว่าและมีความสุขสมบูรณ์ทางใจและทางสังคมมากกว่าด้วย

หากคุณกำลังจะคลิกปิดหน้านี้เพราะสรุปไปเองว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ร่าเริงอยู่แล้วเท่านั้น ขอให้คุณรู้ไว้ว่าคุณเลือกที่จะมีทัศนคติในเชิงบวกได้

“การมองโลกในแง่ดีนั้นทำตามกันได้ และเราเรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ดีได้” Elaine Fox, PhD กล่าว เธอเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาและประสาทวิทยาด้านอารมณ์ที่ University of Oxford และเป็นผู้เขียนหนังสือ “Rainy Brain, Sunny Brain” ขั้นตอนแรกในการเลือกที่จะคิดในเชิงบวกแทนที่จะเป็นเชิงลบนั้นคือการรู้ว่าทำไมสมองคุณถึงเชื่อมต่อกันในแบบใดแบบหนึ่ง

“เมื่อมีความคาดหวังในเชิงบวก คุณก็มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทพลังลงในสิ่งที่พยายามจะทำให้สำเร็จ แต่หากมีความคาดหวังในเชิงลบ คุณก็จะไม่รู้ว่าจะมุ่งสู่จุดหมายใดหรือสิ่งใด บ่อยครั้งจึงไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรเลย”

Loretta Breuning, PhD

ผู้ก่อตั้งสถาบัน Inner Mammal Institute

Loretta Breuning, PhD ผู้ก่อตั้งสถาบัน Inner Mammal Institute และเจ้าของหนังสือ “The Science of Positivity” อธิบายว่า “เส้นทางสื่อประสาทที่สร้างความคิดเชิงบวกหรือเชิงลบนั้นสร้างขึ้นในวัยเด็ก” ประสบการณ์ในอดีตของเราโดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กจะหล่อหลอมความคาดหวังของเราที่มีต่อสิ่งที่จะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ดี Breuning กล่าว และนั่นคือกุญแจสำคัญของแรงจูงใจของเราในช่วงเวลาต่อมาของชีวิต

“เมื่อมีความคาดหวังในเชิงบวก คุณก็มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทพลังลงในสิ่งที่พยายามจะทำให้สำเร็จ หากคุณมีความคาดหวังในเชิงลบ คุณก็คงทำไม่ได้เนื่องจากสมองของคุณไม่ได้ออกแบบมาให้มุ่งทำในสิ่งที่ไม่ได้รางวัลตอบแทน” เธอกล่าว “แต่หากมีความคาดหวังในเชิงลบ คุณก็จะไม่รู้ว่าจะมุ่งสู่จุดหมายใดหรือสิ่งใด บ่อยครั้งจึงไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรเลย”

แนวคิดในแบบน้ำครึ่งแก้วนี้ไม่เพียงกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่ส่งสัญญาณ “คำเตือน” ไปยังสมอง แต่ยังเป็นการส่งที่ต่อเนื่องด้วย Breuning กล่าว “คุณรวมเส้นทางสื่อประสาทในเชิงลบ เช่นเดียวกับภาษาแม่ของคุณ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายจนไม่รู้ตัวว่ามาได้อย่างไร”

เมื่อคุณรู้สึกติดอยู่ในวังวนของความคิดที่หม่นหมอง การแค่บอกตัวเองให้คิดในเชิงบวกนั้นไร้ประโยชน์ และอาจกลายเป็นว่าการคิดอย่างเดียวนั้นอันที่จริงช่วยไม่ได้เท่าไหร่ Fox กล่าว ประโยชน์ของการคิดในเชิงบวกนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยวิธีที่เราคิด แต่เป็นสิ่งที่เราทำ “หากคุณทำในสิ่งที่เป็นเชิงบวกหลายอย่าง สิ่งนั้นก็จะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นและมีทัศนคติในเชิงบวกยิ่งขึ้น” Fox กล่าว

รู้สึกมีพลังแล้วใช่ไหม มาดู 5 วิธีที่จะทำตามได้กัน

  1. ใช้เวลาวันละ 3 นาทีเพื่อจัดระเบียบสมอง

    ใช้เวลา 1 นาทีเพื่อคิดภาพขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ซึ่งทำได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เช่น คุณอาจติดอยู่กับบ้านจนรู้สึกเบื่อ ระหว่าง 60 วินาทีนี้ ให้คิดถึงการจัดบ้าน เล่นกีต้าร์ และนั่งสมาธิ ในที่สุดคุณก็จะหาอะไรทำได้ในเวลาว่างของคุณ

    การฝึกฝน 1 นาที 3 เวลาต่อวัน ลองเป็นหลังอาหารแต่ละมื้อเป็นเวลา 6 สัปดาห์ จะช่วยปรับสมองเพื่อให้มีทัศนคติในเชิงบวก “ไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเกี่ยวกับการหาอะไรทำให้เรียบร้อย” Breuning กล่าว “เพราะนี่เป็นเรื่องของการแทนที่ความคาดหวังในเชิงลบด้วยความคาดหวังในเชิงบวก เนื่องจากคุณรู้ว่าความคิดเชิงลบนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของชีวิตมากกว่าจะเป็นความจริง”
  2. มุ่งมั่นทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดีสักอย่างทุกวัน

    ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเรียกเหงื่อให้หายเครียด ทำอาหารเมนูโปรด หรือวิดีโอคอลเพื่อน การกระทำเล็กน้อยที่ช่วยให้คุณรู้สึกดีทั้งร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์จะช่วยเสริมทัศนคติที่ดีได้ Fox กล่าว “ประเด็นก็คือคุณทำสิ่งที่จะช่วยปลูกฝัง ไม่ใช่เพียงหวังว่าคุณจะพยายามมองโลกในแง่ดีมากขึ้น” เธอกล่าว
  3. คิดอย่างไม่ย่อท้อ

    คุณเคยได้ยินคำว่า “ลองแล้วลองเล่า” บ้างไหม ความดื้อดึงไม่ยอมแพ้เป็นองค์ประกอบหลักของการมองโลกในแง่ดี Fox กล่าว นั่นเป็นเพราะยิ่งคุณเต็มใจที่จะทุ่มเทและพยายาม คุณก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น และความสำเร็จนั้นโดยธรรมชาติแล้วจะทำให้เรารู้สึกและกระทำในเชิงบวกมากขึ้น
  4. ควบคุมสิ่งที่คุมได้

    “คนที่มองโลกในแง่ดีมีความรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้” Fox กล่าว วิธีหนึ่งที่จะทำตามความเชื่อนั้นก็คือให้มุ่งเน้นในสิ่งที่คุณทำได้แทนที่จะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

    ยกตัวอย่างเช่น บางทีการแข่งขันที่คุณใช้เวลาเทรนเป็นเดือนถูกยกเลิกไป ทำให้ออกไปสร้างสถิติส่วนตัวใหม่ไม่ได้ แต่คุณก็ยังเลือกเป้าหมายการเทรนนิ่งใหม่ได้ อย่างการใช้โฟมโรลเลอร์ทุกคืนหรือทานผักทุกมื้อ เพื่อให้เป็นการท้าทายตัวเองแทน การให้ความรู้สึกถึงหน้าที่แก่ตัวเองนั้นจะช่วยปลอบและยกระดับจิตใจ และในที่สุดจะผลักดันคุณไปสู่การกระทำในเชิงบวกมากขึ้น
  5. คาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด วางแผนรับมือสิ่งเลวร้ายที่สุด

    คุณจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและในขณะเดียวกันก็ยังเตรียมพร้อมรับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่หวังได้ อันที่จริงแล้วภาพอนาคตนี้ที่ Fox กล่าวว่าเป็น “การมองโลกในแง่ดีเชิงสัจจะนิยม” นั้นจะทำให้คุณอยู่ในจุดที่ดีกว่าการเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาว่าชีวิตจะมีแต่เรื่องราวดีๆ เท่านั้นเพราะว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น การวางแผนไว้รองรับผลที่ไม่ดีอย่างเช่นรู้สึกโมโหหิวระหว่างการวิ่งระยะไกล (พกขนมไปด้วย) จะทำให้คุณคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด

    “เคล็ดลับนั้นอยู่ที่ว่าต้องไม่โฟกัสมากเกินไปกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้” Fox กล่าว “สุขภาพจิตที่ดีคือจิตที่มีสมดุลระหว่างการประเมินคำเตือนและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผล และข้ามไปสู่การมองโลกในแง่ดีว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งต่างๆ จะเป็นไปด้วยดี แม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปในทางที่คุณคาดไว้ก็ตาม”