เข้าถึง ENERGY WEEK ได้ก่อนใคร

เลือกซื้อสินค้าสุดฮอตพร้อมดีลสุดพิเศษได้ก่อนใคร บน Nike App เท่านั้น ดาวน์โหลด

อัพเดทล่าสุด: November 16, 2020
เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

เบื้องหลังดีไซน์: Smith Rock

อะไรๆ อาจจะดีกว่านี้ถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายขั้นหนัก รัฐบาลถึงกับต้องประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินเนื่องจากหิมะชื้นแฉะในเดือนกุมภาพันธ์ได้ก่อตัวและสะสมในแถบ High Desert รัฐโอเรกอน จนมีความหนามากกว่า 60 เซนติเมตร แต่นี่แหละคือสัจธรรมของธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือความโหดร้าย

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

หิมะยังคงตกตลอดทางตั้งแต่ที่เราเริ่มออกเดินทางเพื่อตามหาแรงบันดาลใจในการดีไซน์ ทริปนี้จุดหมายของเราคืออุทยาน Smith Rock เราตั้งใจมากที่จะเอาตัวเองออกจากใต้แสงออฟฟิศ ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ และซึมซับบรรยากาศธรรมชาติ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการออกแบบ ACG ซีซั่นถัดไป มีเหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นเมื่อหน้าร้อนที่แล้วจนทำให้ทางวิ่งตรงจากเส้น Marion Forks ถึงเส้น Black Butte และจากเส้น Sisters ถึงเส้น Smith Rock ไม่สามารถสัญจรได้ ทางเดียวที่จะไปถึงจุดหมายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ตอนนั้นคือต้องข้ามเขา Mount Hood จุดที่สูงที่สุดของรัฐโอเรกอน

พวกเรา 9 ชีวิตมารวมตัวกันที่ลานจอดรถของ Nike ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ตอนเช้าโดยไม่มีใครหวั่นเกรงใดๆ ทั้งดีไซเนอร์รองเท้าและเครื่องแต่งกาย ฝ่ายการตลาด แบรนด์ดีไซเนอร์ และตัวแทนจากฝ่ายขายต่างแยกย้ายกันขึ้นรถ 3 คันแล้วออกเดินทางจาก Nike HQ เมืองบีเวอร์ตัน ผ่านเมืองเล็กๆ ที่ตีนเขา Mount Hood อย่างเมืองซิกแซกและโรโดเดนดรอน เมื่อถึงเมืองกัฟเวิร์นเมนท์แคมป์ ทิวทัศน์ภายนอกก็เริ่มมีหิมะตกลงมาอย่างหนัก

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

หลังจากได้เจอรถสิบแปดล้อ 2-3 คันเสียหลักเพราะตกร่องถนนข้างทาง เราจึงตกลงกันว่าจะทำตามป้ายริมถนนที่เขียนว่า “ใช้โซ่หิมะ” เพราะน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว เรานั่งคุกเข่ากันริมถนน มีรถขับผ่านไปมาบนพื้นเย็นจัดของถนนยางมะตอย ทุกคนช่วยกันแกะข้อความซึ่งบอกวิธีใช้โซ่หิมะที่เรามี “ทำให้เป็นรูปเพชร ดึงไปข้างหน้าประมาณ 4.6 เมตร ดึงให้แน่นอีกครั้ง” เราตรวจเช็คว่าโซ่หิมะน่าจะไม่หลุดและน่าจะช่วยยึดเกาะพื้นถนนให้เราได้ตลอดรอดฝั่งบนเส้นทางภูเขาท่ามกลางพายุหิมะนี้ พอมั่นใจแล้วเราจึงเริ่มออกเดินทางต่อ

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock
เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

เราขับรถกันค่อนข้างช้า เวลาช่วงบ่ายค่อยๆ ผ่านไประหว่างที่รถวิ่งข้ามแม่น้ำ Deschutes ความเร็วสูงสุดที่แนะนำสำหรับรถติดโซ่หิมะคือประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยวิสัยการมองที่จำกัด ความเร็วของเราเลยช้ากว่านั้น พอในที่สุดขบวนรถมาถึง Smith Rock พระอาทิตย์ก็กำลังเคลื่อนตัวลงมา บดบังด้วยก้อนเมฆจากท้องฟ้าทางทิศตะวันตก

ปกติแล้ว Smith Rock เป็นที่ที่มีแสงแดดส่อง เพราะ High Desert เป็นพื้นที่ในโอเรกอนที่มีท้องฟ้าโปร่งมากกว่า 300 วันต่อปี การได้เห็นเสาหินปกคลุมด้วยหิมะหนาหลายเซนติเมตรเลยเป็นภาพที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะมาเดินไฮกิ้งกันสนุกๆ บนทางที่ชื่อ “Misery Ridge” ซึ่งอยู่แถวตะวันตกเฉียงเหนือของ Smith Rock และมีระดับความสูงสะสมจนถึงจุดชมวิวประมาณ 220 เมตร ตรงจุดชมวิวนั้น ถ้าวันไหนอากาศดีคุณจะมองเห็นเสาหินหน้าลิงหรือ Monkey Face รวมถึงนักปีนเขากับนักไต่เชือกที่กำลังปีนป่ายอยู่บนเส้นทางนั้นด้วย แต่ด้วยสภาพอากาศอันรุนแรง เส้นทางเทรลทุกเส้นเลยต้องถูกปิดไป

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

อาจมีบางคนที่น่าจะรู้สึกท้อแท้จากมหกรรมการเดินทาง 7 ชั่วโมงที่ต้องผ่านเส้นทางภูเขาอันตรายและสภาพอากาศอันย่ำแย่เพียงเพื่อมาเจอว่าตนไม่สามารถไปถึงที่หมายได้ พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น หลังจากที่ต้องอยู่บนรถหลายชั่วโมง แค่ได้ออกมาข้างนอกก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว บรรยากาศรอบๆ ตีนเขา Smith Rock ให้ความรู้สึกเหนือธรรมชาติ หิมะที่ลอยกลางอากาศกลบเสียงรอบตัว ม้าตัวหนึ่งที่อยู่อีกฟากของถนนกำลังเดินงุ่มง่าม ขาจมถึงเข่า พยายามฝ่าลมหิมะ แสงที่ส่องลงมาดูแวววาวเมื่อกระทบกับพื้นดินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง เราวิ่งออกไปกลางพื้นหิมะ นอนกวาดแขนขาให้เป็นรูปนางฟ้าหิมะ ปั้นบอลหิมะแล้ววิ่งไล่กันจนกระทั่งฟ้ามืดและมองอะไรแทบไม่เห็น สุดท้ายแล้ว นี่ก็คือเป้าหมายของเรา คือการดื่มด่ำกับบรรยากาศของที่ที่เรียกว่า Smith Rock พร้อมเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นและรู้สึก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือแย่ก็ตาม

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock
เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

แสงของวันจางไปอย่างรวดเร็ว พวกเรามุ่งหน้าไปยังที่พักสำหรับคืนนี้ บ้านของเราเป็นกระท่อมชนบทบนชายฝั่งทะเลสาบ Suttle Lake ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างภูเขา Mt. Jefferson กับยอดเขา Three Fingered Jack ซึ่งเป็นภูเขาไฟสงบที่ตั้งชื่อตามนักขุดแร่หน้าบูดคนหนึ่งตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มีการแบ่งเขตให้รัฐโอเรกอน กระท่อมปรากฏให้เห็นจากแสงไฟหน้ารถของเรา สภาพดูอบอุ่นและน่าอยู่ ระหว่างที่เรานำรถไปจอดไว้ในลานจอดซึ่งแทบจะดูว่างเปล่า หิมะก็ยังคงเกาะตัวกันที่ยางล้อ ส่วนเราก็ลากสัมภาระไปยังกระท่อม

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

ในพื้นที่ธรรมชาติของรัฐโอเรกอน สัญญาณโทรศัพท์จะมีปัญหาตลอด ส่วน Wi-Fi ของกระท่อมก็ใช้ไม่ได้เพราะหิมะตกหนัก แม้จะน่าหนักใจกับการโทรบอกคนในครอบครัวไม่ได้ว่าตัวเองฝ่าพายุมาถึงที่หมายแล้ว แต่การตัดขาดจากโลกภายนอกก็ยังมีความพิเศษบางอย่างที่รู้สึกได้ คนเราถูกเบนความสนใจจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปง่ายมากๆ เพราะข้อมูลข่าวสารนับไม่ถ้วนบนโลกอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้ง การละจากเรื่องเหล่านี้แล้วตั้งสติใหม่ในโลกธรรมชาติก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

ช่วงค่ำที่หิมะตกหนักจนออกไปไหนไม่ได้ เราก่อไฟแล้วทำตัวตามสบายแบบที่คนชอบทำกันในวันหิมะตก ทุกคนล้อมวงรอบบาร์ มีเครื่องดื่มร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ แต่ละคนต่างออกไอเดียและเล่าสิ่งที่พบเจอระหว่างวัน เปรียบเทียบข้อมูลกันว่าอุปกรณ์ของเราทำงานในลักษณะใดทั้งบนพื้นถนนและตอนออกไปเจอสภาวะตามธรรมชาติ เราได้มุมมองใหม่ๆ ด้านประสิทธิภาพและได้หารือกันถึงแนวทางปรับปรุง ACG ของซีซั่นถัดไปให้ดีกว่าเดิม หลังคุยเรื่องดีไซน์เสร็จ เราก็เข้าไปพักผ่อนในห้องรับรองของที่พัก ที่นี่มีชั้นหนังสือซึ่งเก็บหนังสือเอาไว้ครบทุกแนว ตั้งแต่นิยายกระตุกขวัญเล่มบาง ไปจนถึงคู่มือเดินป่าเล่มเก่า เราผลัดกันอ่านหนังสือ หยิบหนังสือมั่วๆ จากบนชั้นมาอ่าน ภายใต้บรรยากาศที่ตัดขาดจากโลกภายนอก สำหรับบางคน ทริปนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มากับทีม ACG ขณะที่คนอื่นๆ อยู่กันแบบนี้มาหลายปีแล้ว การได้มีโอกาสปล่อยวางความคิด ได้อยู่กับปัจจุบัน ได้มีความสนุกเล็กๆ น้อยๆ กับทีมดีไซน์ที่มาอยู่ด้วยกัน บางทีก็น่าจะสำคัญพอๆ กับการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสินค้าและคุณสมบัติ เพราะพวกเราทั้งกลุ่มจะเกิดความผูกพันและใกล้ชิดกันมากขึ้น

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

เราอยากโชว์อนาคตของรองเท้า ACG ให้ดูแล้ว แต่ถูกทีมกฎหมายของ Nike ห้ามไว้ก่อน :(

หลังจากกินข้าวเสร็จในเช้าวันต่อมา ทุกคนมารวมตัวกันในห้องรับรองเพื่อทำกิจกรรมหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง คราวนี้ แต่ละคนเอาสัมภาระของตัวเองมาแล้วผลัดกันโชว์ภาพแฟลตเลย์ของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เอามาในทริปด้วย เราเริ่มคุยกันว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนที่ขาดไม่ได้จริงๆ อุปกรณ์ชิ้นไหนที่เอามาแต่สุดท้ายไม่ได้ใช้ แล้วเสนออุปกรณ์เอาท์ดอร์ที่เราคิดว่ามีความพิเศษบางอย่าง ระหว่างที่พูดคุยกัน มีคนที่ไปเอาท์ดอร์เก่งๆ กับคนที่เชี่ยวชาญในศิลปะมุมเมืองมาให้ข้อมูลด้วย แต่ละคนเล่าประสบการณ์จากมุมมองของตนว่าเวลาออกไปข้างนอกมีอะไรต้องใช้บ้าง ด้วยกิจกรรมสนุกๆ อย่างการผลัดกันเล่าผลัดกันโชว์นี้ เราเริ่มมองเห็นรูปแบบหรือแพทเทิร์นของสิ่งต่างๆ พัฒนาจนเป็นไอเดีย แล้วนำมาเรียงร้อยกันเพื่อกลายเป็น ACG สำหรับซีซั่นถัดไป

เบื้องหลังดีไซน์: ACG Smith Rock

ขณะที่เราขับออกจากลานจอดรถ เราสัมผัสได้เลยว่ามีความผูกพันระหว่างคนในทีมอยู่ในนั้น ทุกคนต่างรู้สึกฮึกเหิมระหว่างเดินทางกลับเมืองพอร์ทแลนด์อย่างระมัดระวังโดยใช้เส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกันและกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปลีกตัวจากโลก พวกเราพร้อมแล้วที่จะนำสิ่งเหล่านั้นกลับไปร่างในกระดาน และนี่แหละคือสาเหตุว่าทำไมงานดีไซน์ถึงต้องทำในธรรมชาติ เพราะเราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีในสตูดิโอ สภาพแวดล้อมจะทำให้เราได้ดื่มด่ำบรรยากาศ ได้รับพลังงาน ได้รู้จักความยากลำบาก และได้กลับมาทบทวนว่าแท้จริงแล้วประสบการณ์ที่ได้รับจากสถานที่สักแห่งทำให้เรารู้สึกอย่างไรผ่านประสาทสัมผัสทั้งหมดที่เรามี การทดสอบทฤษฎี การแลกเปลี่ยนไอเดีย และการสร้างสิ่งต่างๆ นั้นสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อพลังจากผู้คนและสถานที่รวมกันเป็นหนึ่ง

เมื่อเราร่วมมือกับสถานที่ใดเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ผลงานของเราจะสื่อถึงสถานที่นั้น สถานที่สร้างแรงบันดาลใจที่เราเลือกล้วนเป็นดินแดนธรรมชาติ เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ยากลำบากและทุรกันดาน และเมื่อเราพูดถึงธรรมชาติ เราสื่อถึงโลก และโลกก็เป็นสิ่งที่สื่อถึงพวกเราทุกคน